จุดเริ่มต้นของสำนึกรักบ้านเกิด

thaihealth_c_ghjnopqsvy

แน่นอนจุดเริ่มต้นของทุกคนย่อมมาจากบ้าน ที่มีการดูแลของผู้ปกครองไม่ว่าจะเป็น พอ แม่ พี่น้อง ปู่ ย่า ตา ยาย ก็ล้วนแล้วแต่เป็นผู้ที่สั่งสอนให้เรารู้ในสิ่งต่างๆ ด้วยความเอาใจใส่ และเมื่อโตมาก็เริ่มเข้าสังคม โดยมีการช่วยเหลือ จากเพื่อนบ้าน ที่อยู่ในชุมชนเดียวกัน เกิดเป็นความผูกพันและ สังคมขึ้น ซึ่งเด็กที่โตขึ้นมา จะดีหรือไม่ดีก็อาจจะขึ้นอยู่กับสังคมด้วย แน่นอนว่า ในวันเด็ก ถ้าไม่ได้รับคำแนะนำที่ดีจากผู้ใหญ่ ก็อาจจะทำให้โตขึ้นมาจากสังคมไม่ดีและ กลายเป็นขยะสงคมในที่สุด ซึ่งนอกจากไม่ทำให้เกิดประโยชน์แล้วยังทำให้เกิดโทษกับแหล่งชุมชนอันเป็นบ้านเกิดของเราด้วยอีกด้วย เราจึงควรสำนึกที่ดีให้เด็กๆ ไว้ตั้งแต่วันนี้เลย เพื่อให้ในสังคมมีเด็กที่มีคุณภาพและ สามารถกลับมาพัฒนาบ้านเกิดของเราให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับส่วนรวม เพราะเมื่อสงคดีแล้วประโยชน์ที่แท้จริงก็จะยอนกลับมาเราเอง

สิ่งง่ายๆ ที่ควรปลูกฝังเด็กๆ

สำนึกที่ดีไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการทำสิ่งที่ยากๆ เพราะเราสามารถปลูกฝังเด็กให้รู้จักการสร้างประโยชน์ให้กับชุมชนที่อยู่อาศัยได้ง่ายๆ โดยเริ่มจากการรักษาความสะอาด โดยการทิ้งขยะให้ถูกที่ เพียงเท่านี้ก็สามารถทำให้แหล่งชุมชนของท่านน่าอยู่แล้ว และอีกสิ่งหนึ่งที่ควรปลูกฝังจิตสำนึกของเด็กเลยก็คือการเข้าแถวต่อคิว ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ซึ่งแน่นอนว่าในสังคมที่ใหญ่ขึ้นเด็กเหล่านี้ก็จะต้องเจอกับผู้คนจำนวนมากไม่ว่าจะเป็นการเกิดทางหรือ ซื้ออาหารย่อมมีผู้ต้องการเยอะตามไปด้วยสิ่งที่ที่ทำให้สิ่งเหล่านี้สามารถดำเนินไปด้วยความรวดเร็วก็คือ การเข้าคิว ซึ่งตรงนี้ถือเป็นการฝึกความเป็นระเบียบของการให้เกิดขึ้นในชุมชนและ เป็นสำนึกที่ควรสร้างให้กับเยาวชนยุคใหม่เป็นอย่างมาก

สำนึกรักบ้านเกิดของเรากันเถอะ

954200-img.rqq1jp.35s3w

     สวัสดีครับผมเป็นเด็กต่างจังหวัดที่เข้ามาทำงานอยู่ใน กรุงเทพ ตั้งแต่อายุ 15 ปัจจุบันผมอายุ 35 ทำงานมาโดยตลอด ไม่ค่อยได้กลับบ้านซักเท่าไร ถามว่าคิดถึงไหม คิดถึงครับแต่ด้วยเรื่องงานที่ต้องทำอยู่ตลอดเวลาทำให้ผมขยับตัวไปไหนไม่ได้เลย ผมเป็นคนชอบทำงาน ผมเป็นคนขยันและชอบความก้าวหน้ามากๆ เพราะฉะนั้นผมเลยไม่มีแฟน ผมโสดครับ เคยมีแฟนแต่ก็เลิกกันไป เพราะผมไม่เคยมีเวลาให้เขาเลย แต่ก็จะโทษใครไม่ได้หรอก นอกจากตัวเอง ตอนนี้ผมเริ่มจะอิ่มตัวจากการทำงานที่กรุงเทพแล้ว และอยากจะไปเริ่มต้นใหม่ที่บ้าน และความฝันผมก็เป็นจริงจนได้

1346135

     ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ เศรษฐกิจของประเทศไทยนั้นแย่ลง และโรงงานที่ผมทำได้คัดพนักงานออกเป็นจำนวนมาก และหนึ่งในนั้นก็คือผมครับ ไม่รู้ว่าผมโชคดีหรือร้ายกันแน่ ในตอนนั้นผมไม่รู้จะก้าวไปข้างหน้าต่อ หรือถอยหลังกลับมาเกิดของผม และในคืนนั้นแม่ผมก็เป็นคนโทรมาหาผมตอนเที่ยงคืน แม่คุยกับผมนานอยู่พอสมควรครับ และจับใจความหลักๆได้เลยคือ อยากให้กลับบ้านก่อน แล้วค่อยคิดว่าจะเริ่มต้นที่ไหนดี นั่นแหละครับคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมได้กลับบ้าน บ้านเกิดของผมอยู่จังหวัดน่านครับ อยู่ทางภาคเหนือของประเทศไทย น่านเป็นจังหวัดที่น่าอยู่มาก อากาศหนาวตลอดทั้งปี และมีหมอกมากมายตามภูเขา ผมได้กลับบ้านในวันรุ่งขึ้นโดยที่ไม่คิดว่าจะไปเริ่มต้นที่ไหน แค่ขอกลับมามาตั้งหลักก่อน และสิ่งที่ผมเจอคือ พ่อ แม่ และพี่ๆน้องๆผมยืนรอรับผมที่สถานีรถไฟ ครับ

ครูบ้านนอก1

     มันเป็นภาพที่ผมจดจำไปจนตลอดชีวิตเลย มันทำให้ผมรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่ามาก ตอนที่ผมทำงานอยู่ที่กรุงเทพ ไม่มีใครเห็นผมสำคัญเลยแม้แต่น้อย หลักจากนั้นผมอยู่บ้านประมาณ 2 เดือนผมรู้สึกว่าอยู่ที่นี่ไม่เห็นจะต้องใช้เงินเลยแม้แต่บาทเดียว อยู่แบบพอมีพอกิน ไม่ต้องตื่นเช้าเพื่อไปแย่งกันใช้ถนนครับ ไม่ต้องรีบกิน ไม่ต้องรีบเข้างาน ที่นี่อยู่แบบสบายๆ สมองที่เคยคิดแต่เรื่องงาน มันเริ่มค่อยๆหายไปจากหัวของผม ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเต็มไปด้วยต้นไม้ใบหญ้าที่เขียวขจี อากาศสดชื่นมากครับ ตื่นเช้ามาได้ยินเสียงนกที่คอยปลุก ได้ยินเสียงไก่ที่ขันในตอนเช้า มันคือความสุขที่เราไม่สามารถซื้อจากที่ไหนได้เลย บอกตรงๆครับ “ผมคิดถึงบ้านช้าไป” ผมน่าจะกลับมาอยู่บ้านตั้งนานแล้วได้อยู่ใกล้พ่อใกล้แม่ของเรา เพียงแค่นี้ชีวิตของเราก็มีความสุขมากแล้วและอยู่แบบไม่ใช้เงินซักบาทเลยก็ได้ จงสำนึกรักบ้านเกิดของท่านเถอะครับ

EY1ZaRTX

 

สร้างป่ามีให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง

63448_full

ปัญหาเกี่ยวกับอุทกภัยที่มีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นทุกวันๆนั้น ทำให้ผู้ที่ได้ผลกระทบต้องอพยพแหล่งทำมาหากิน หรือย้ายถิ่นฐานที่ตั้งไปอยู่ที่อื่น เหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นแทบจะทุกวัน น้ำป่าไหลหลากที่ความเร็วสูงถึง 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้พัดทุกสิ่งทุกอย่างหายไปโดยพริบตา อากาศที่แปรปรวน ฝนตกบ้างไม่ตกบ้าง ฤดูฝนฝนก็ไม่ตกต้องตามฤดูการมีแค่ความร้อนเท่านั้น ไม่ต้องโลกที่เกิดเหตุการณ์แบบนี้ ต้องโทษตัวเราเองเท่านั้นที่เป็นคนทำลายธรรมชาติกันก่อน สมัยก่อนมีแต่ป่าไม้ที่เขียวขจี น้ำตกเย็นสบายมองไปรอบๆตัวมีแต่ต้นไม้และความสดชื่น ซึ่งผิดกับสมัยนี้มากทุกวันนี้มองไปรอบๆตัวแทบจะเป็นพื้นที่สี่เหลี่ยมจัตุรัส มองไปมีแต่ตึกราบ้านn20130730180029_30361ช่องที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ตอนเด็กๆเวลาเราเดินจะรู้สึกและสัมผัสความเย็นของดินที่ติดเท้าเราขึ้นมา มันเป็นสะเหมือนธาตุๆหนึ่งที่ให้ร่างกายของเรานั้นสดชื่นโดยที่ไม่ต้องทำอะไร คำว่า “ดิน” เด็กที่โตมาในยุคนี้คงเข้าใจความหมายของมันดีว่าดินคืออะไร แต่หากจะเดินเหยียบดินเหมือนสมัยก่อนคงจะไม่มีทาง ใจกลางเมือง หรือถนนtwo-boys-playground-runคนเดินต่างๆล้วนเป็น ปูนซีเมนต์ ทั้งหมด เด็กที่โตมาไม่เคยได้สัมผัสกับดินที่แท้จริงล้วนแต่สัมผัสกับกระเบื้อง ปูน หรือไม้อัด เพราะฉะนั้นจึงเข้าใจของคำว่าดิน แต่ไม่ได้สัมผัสดินโดยตรง เพราะฉะนั้นหากไม่มีป่าไม้เหมือนสมัยก่อนแล้วธรรมชาติจะกลับมาหาเราได้อย่างไร สร้างป่ามีให้กลับมามีชีวิตอีกครั้งจากสองมือของพวกเรา และทุกๆคนย่อมมีส่วนร่วมในกิจกรรมนี้เช่นกัน ไม่จำเป็นต้องปลูกป่าเยอะๆ เพียงแค่เริ่มจาก การปลูกต้นไม้ในตัวบ้าน ท่านก่อน ท่านก็จะเป็นจุดเริ่มต้นให้แก่คนรุ่นหลัง ได้เข้าใจของคำว่าธรรมชาติมากขึ้น