วิธีปลูกป่าอย่างไรให้รวย

How to plant a forest

ใครจะไปคิดว่าการปลูกป่าจะเป็นอีกหนึ่งเส้นทางในการลงทุนที่ทำกำไรสูง ในขณะที่ยังช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศให้กับธรรมชาติอีกด้วย “ป่า” คือแหล่งทรัพยากรที่จำเป็นในการก่อสร้าง เรากำลังพูดถึง “ไม้” จำนวนมากที่พวกเราตัดมาแปรรูปจากในป่า พวกมันถูกนำมาทำเป็น เฟอร์นิเจอร์ และวัสดุก่อสร้าง ซึ่งราคาจะแพงตามคุณสมบัติของไม้ที่แตกต่างกันไป

การลงทุนแบบนี้ใช้ระยะเวลานานมาก อย่างที่รู้กันดีว่าต้นไม้กว่าจะโตจนใหญ่พอจะใช้งานได้ อย่างน้อยใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 10 – 20 ปี แต่มันก็คุ้มค่าเมื่อเวลามาถึง มันจะทำกำไรให้กับเราได้อย่างมหาศาล ด้วยการลงทุนเพียงน้อยนิด จึงเหมาะกับคนที่มีที่ดินเหลือใช้เยอะที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ แต่ก็ใช่ว่าจะปลูกไม้ชนิดใดได้ตามที่ต้องการ เราต้องดูถึงความเหมาะสมของคุณภาพดินในท้องถิ่น รวมถึงลักษณะสภาพอากาศในภูมิภาค

ด้วยเหตุนี้เองเราจึงเห็นไม้บางชนิดส่งออกเยอะในบางจังหวัด ยกตัวอย่างเช่น จังหวัดสุรินทร์ ที่เป็นแหล่งผลิตไม้พะยูงขนาดใหญ่ของประเทศไทย ถือเป็นสินค้าราคาดีและเป็นที่ต้องการอย่างมาก ถ้าถามว่าทำไมไม้เหล่านี้ราคาจึงแพงมากนัก นั่นก็เพราะว่าทรัพยากรป่าไม้ของโลกกำลังลดลงอย่างหนัก โดยเฉพาะภายในประเทศไทยเองที่เหลือป่าเพียง 25% เท่านั้นเอง

รายได้จากการปลูกป่าดีแค่ไหน

แม้ว่าไม้ก่อสร้างจะเป็นที่ต้องการมากสุด แต่ที่ทำรายได้มากและเร็วคือ “ไม้เฟอร์นิเจอร์” เป็นไม้ที่มีความทนทาน มีลวดลายสวย อย่าง “ไม้พะยูงแปรรูป” มีราคาอยู่ที่คิวละ 45,000 บาท เป็นไม้ที่ราคาค่อนข้างดีอย่างมาก เพราะเป็นที่ต้องการในตลาดสูง โดยเฉพาะการสั่งซื้อจากประเทศจีน แต่ไม่ค่อยนิยมปลูกกัน เนื่องจากใช้เวลาในการปลูกนานกว่า 20 ปี

ลำดับรองลงมาคือ “ต้นยางนา” เป็นไม้ที่ต้องการในตลาด ใช้เวลาในการลงทุนประมาณ 15 ปี สามารถทำกำไรต่อต้นได้สูงสุดถึง 40,000 บาท อีกประเภทหนึ่งคือ “ไม้กระถิน” ใช้เวลาปลูกไม่เกิน 10 ปี นิยมปลูกกันอย่างแพร่หลาย เพราะมันโตเร็วมากโดยเฉพาะช่วงหน้าฝน ลงทุนเพียงไม่กี่หมื่นบาทและไม่ต้องดูแลบ่อย เป็นวัสดุที่ช่างเฟอร์ชอบเอามาใช้ เพราะทำงานด้วยได้ง่าย

อย่างไรก็ตาม การที่จะปลูกป่าได้จำเป็นต้องมีความรู้ และความเอาใจใส่ด้วยเช่นกัน ไม่ใช่ว่าจะปลูกทิ้งไว้แล้วรอวันตัดอย่างเดียว อย่างน้อยต้องเข้าไปดูแลทุกปี เพื่อจะได้มั่นใจว่ามันจะให้ผลผลิตสูงสุดเมื่อโตเต็มที่ สิ่งสำคัญเลยสำหรับคนที่อยากหันมาลงทุนในด้านนี้คือ “ความอดทน” ซึ่งมันจะต้องใช้เวลานานมากกว่าจะเห็นผลที่ได้ทำลงไป