การสำนึกรักบ้านเกิดเดินตามรอยพ่อ


พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 หรือที่คนไทยในสังคมเราเปรียบพระองค์ท่านเป็นดั่งพ่อที่ดูแลลูกๆ คนไทยกว่า 70 ล้านคนมายาวนาน มีพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นหาที่สุดมิได้ สิ่งที่คนไทยทุกคนทำเพื่อประเทศชาติยังไม่ได้เศษเสี้ยวที่พ่อทำให้กับประชาชนชาวไทยมาตลอดระยะเวลาครองราชย์กว่า 70 ปี โดยสิ่งหนึ่งที่คนไทยจำนวนไม่น้อยเลือกทำตามแนวทางพระราชดำริของพระองค์ก็คือ การสำนึกรักบ้านเกิดเดินตามรอยพ่อ อยู่อย่างเศรษฐกิจพอเพียง

สำนึกรักบ้านเกิดเดินตามรอยพ่อหลวง

หากจะนับถึงพระราชกรณียกิจ พระราชดำริ ของพระองค์ท่านคงไม่หวาดไม่ไหวเพราะมีอยู่มากมายเต็มไปหมด แต่สิ่งหนึ่งที่คนไทยคุ้นเคยมากๆ ก็คือ แนวความคิดเศรษฐกิจพอเพียง นี่คือแนวความคิดที่พระองค์ท่านต้องการให้คนไทยทุกคนอยู่ด้วยความพอเพียง พออยู่พอกิน สิ่งไหนที่ทำแล้วมีความสุขก็เลือกทำโดยไม่ต้องเบียดเบียนผู้อื่น นอกจากนี้การใช้แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงยังสอดคล้องกับการสำนึกรักบ้านเกิดเดินตามรอยพ่ออีกด้วย หลายคนคงอาจงงว่าอะไรคือการสำนึกรักบ้านเกิด จำเป็นต้องมีบ้านอยู่ต่างจังหวัดหรือไม่ แท้จริงแล้วการสำนึกรักบ้านเกิดตามรอยพ่อหลวงไม่ได้หมายความว่าทุกคนต้องมีบ้านอยู่ต่างจังหวัด อยู่กับท้องไร่ท้องนา ทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ แต่การสำนึกรักบ้านเกิดคือการได้มาอยู่กับความเป็นตัวเองตามแหล่งกำเนิด ได้พัฒนาสิ่งต่างๆ อย่างเข้าใจ มีเหตุผล รู้ว่าสิ่งไหนเหมาะสมควรทำเพื่อให้บ้านเกิดของเรานั้นเจริญก้าวหน้าไปได้มากที่สุด ยกตัวอย่างหากใครมีบ้านต่างจังหวัดจริงการสำนึกรักบ้านเกิดตามรอยพ่อควบคู่เศรษฐกิจพอเพียงที่เห็นภาพชัดเจนง่ายๆ เช่น การทำไร่ ทำนา เลี้ยงสัตว์ อยู่แบบพอมีพอกินพร้อมๆ กับการพยายามพัฒนาชุมชนหมู่บ้านของตนเองให้เจริญก้าวหน้าโดยการใช้ความรู้ความสามารถของตนเองร่วมมือกับคนอื่นๆ เป็นต้น สิ่งเหล่านี้คือแนวพระราชดำริที่พระองค์ท่านต้องการให้คนไทยทุกคนเลือกปฏิบัติ เราไม่จำเป็นต้องแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกับใครเพียงแค่มีชีวิตอย่างเป็นสุขเท่านี้ก็เพียงพอต่อการเกิดมาแล้ว

การมีความคิดสำนึกรักบ้านเกิดเดินตามรอยพ่อเป็นแนวทางการใช้ชีวิตที่ดีอย่างหนึ่ง คนเราเกิดมาก็มาแต่ตัวตายไปก็ไปแต่ตัวเช่นกัน ดังนั้นการทำความดี ช่วยเหลือผู้อื่นด้วยความเต็มใจ ไม่เบียดเบียน สิ่งเหล่านี้คือเรื่องดีที่จะทำให้สังคมเราอยู่ได้อย่างเป็นสุข อยู่บ้านเราเองแบบพอมีพอกินไม่ต้องคิดมาก รู้จักแบ่งปันสิ่งดีๆ ให้กันเท่านี้เราก็สามารถสำนึกรักบ้านเกิดเดินตามรอยพ่อได้แบบง่ายๆ แล้ว อยู่ที่ไหนก็คงไม่สุขใจเท่าบ้านเราคำนี้ยังคงใช้ได้ตลอดมา

5 วิธีสร้างรายได้เสริมให้กับชุมชนบ้านเกิด

มักมีคำกล่าวว่าคนเราเมื่อจากมาตรงไหนหากมีโอกาสก็ควรกลับไปสร้างประโยชน์และทำความดีให้กับพื้นที่ที่จากมาด้วย ชุมชนบ้านเกิดของทุกคนเองก็เช่นกัน ไม่ว่าใครก็ต้องเคยมีพื้นฐานการอยู่ร่วมกับสังคมอื่นด้วยวิถีแห่งชุมชนกันทั้งนั้น มันคงเป็นเรื่องดีหากว่าเราสามารถสร้างรายได้เสริมให้กับชุมชนบ้านเกิดของเราได้ ไม่ว่าตอนนี้จะยังอาศัยอยู่ที่นั่นหรือไม่ก็ตาม มาดู 5 วิธีการสร้างรายได้เสริมให้กับชุมชนบ้านเกิดว่าสามารถทำอย่างไรได้บ้าง

5 วิธีการสร้างรายได้เสริมให้กับชุมชนบ้านเกิด

  1. ใช้ของดีในชุมชนสร้างเป็นรายได้ – เชื่อว่าทุกชุมชน ทุกหมู่บ้านจะต้องมีของดีเป็นของตัวเองอยู่แล้ว การเลือกนำเอาของดีดังกล่าวมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เช่น นำมาแปรรูป นำมาดัดแปลงเป็นงานฝีมือ และอื่นๆ โดยให้ชาวบ้านในชุมชนร่วมแรงร่วมใจกันทำพร้อมแบ่งรายได้อย่างเท่าเทียมเพียงแค่นี้ก็สามารถสร้างรายได้ให้กับชุมชนบ้านเกิดแบบง่ายๆ โดยไม่ต้องออกไปไหนด้วยซ้ำ
  2. สร้างแหล่งท่องเที่ยวพร้อมให้คนในชุมชนมีส่วนร่วม – หากว่าพื้นที่ในชุมชนมีจุดเด่นในการทำเป็นแหล่งท่องเที่ยว เช่น มีสวนสวยๆ น้ำตก วัดวาอารม และอื่นๆ เราสามารถนำมาสร้างเป็นแหล่งท่องเที่ยวได้พร้อมให้ผู้คนในชุมชนมีส่วนร่วมเพื่อทำอาชีพเสริมกัน เช่น ขายอาหาร ขายของที่ระลึก ขายงานฝีมือ เป็นต้น เพียงเท่านี้ก็ช่วยสร้างรายได้ให้กับชุมชนบ้านเกิดได้ไม่ยาก
  3. นำงานฝีมือส่งขายนอกชุมชน – หากว่าชาวบ้านมีความสามารถในการทำงานฝีมือเก่งๆ เราก็สามารถนำเอางานฝีมือดังกล่าวมาต่อยอดสร้างรายได้ให้กับคนในหมู่บ้านได้ไม่ยากแค่นำมาวางขายตามพื้นที่ต่างๆ หรือหากขายดีมากจนโด่งดังการเปิดตลาดต่างประเทศยิ่งทำให้ชาวบ้านมีรายได้เพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัว
  4. ใช้ผลิตผลทางการเกษตรเพิ่มรายได้ – หากว่าชุมชนมีผลิตผลทางการเกษตรเยอะจนส่งขายออกไม่หมด ไม่ได้ราคา เราอาจเลือกเอาผลผลิตดังกล่าวมาทำการแปรรูปพร้อมส่งขายหรือกลายเป็นของขึ้นชื่อของพื้นที่ได้ไม่ยาก แต่หลักการสำคัญก็คือต้องมีการแบ่งปันความเท่าเทียมกันให้เกิดขึ้นอย่างเหมาะสม ไม่ใช่ว่าใครทำเก่งคนนั้นก็ได้เยอะแบบนี้มันจะไม่สร้างความสามัคคีที่ดีให้กับชุมชนอย่างที่ควร
  5. นำความรู้พัฒนาให้เกิดรายได้ทางอื่นๆ – แต่ละพื้นที่ชุมชนจะมีจุดเด่นต่างกันออกไปหากว่าเรายังคิดไม่ออกในการนำสิ่งใดมาสร้างรายได้ให้กับชุมชนก็ลองนำเอาความรู้ที่ตนเองมีมาพูดคุยกันกับคนอื่นๆ เพื่อสร้างรายได้หลากหลายทางที่เราอาจคาดไม่ถึง เช่น การทำไร่นาส่วนผสม เป็นต้น จะช่วยสร้างได้เสริมให้ชุมชนได้ดีมาก

โครงการ คนกล้าฯ มาเยี่ยมถึงบ้าน ของ ดร. เกริก มีมุ่งกิจ

บางคนอาจจะคิดว่าการได้มาใช้ชีวิตอยู่ในเมืองหลวง ได้ทำงานที่แต่งตัวดีๆ มีคนนับหน้าถือตาเป็นสิ่งที่สร้างความสุขให้กับตนเองและครอบครัวได้ดีที่สุด แต่ใครจะไปรู้ว่าแท้จริงแล้วก็ยังมีหลายคนที่เลือกจะหันหลังให้กับความสุขจอมปลอมแบบนี้และหันกลับมาใช้ชีวิตในสิ่งที่มนุษย์ควรจะเป็นนั่นก็คือการอยู่กับธรรมชาติและการเกษตรที่ซึ่งหล่อเลี้ยงชีวิตของมนุษย์มาอย่างช้านานเช่นเดียวกับ ดร. เกริก มีมุ่งกิจ

ก่อนที่จะมาทำความรู้จักกับโครงการ คนกล้าฯ มาเยี่ยมถึงบ้าน ที่จัดตั้งขึ้นโดย ดร. เกริก มีมุ่งกิจ อยากจะให้ทุกคนได้รู้จักกับโครงการเริ่มต้นของแนวทางนี้นั่นก็คือ โครงการ คนกล้าคืนถิ่น ซึ่งจัดตั้งขึ้นโดย ดร. เกริก มีมุ่งกิจ ผู้ที่ก่อตั้งวนเกษตรเขาฉกรรจ์ จังหวัดสระแก้ว แต่สิ่งที่ ลุงเกริก คนนี้คิดอยู่เสมอก็คือ เขาเองไม่ใช่คนกล้าแต่เป็นครูที่สอนคนกล้าให้กลับบ้าน ด้วยประวัติของเขานั้น ลุงเกริก ยอมที่จะหันหลังให้กับการทำงานในกรุงเทพฯ ที่เงินเดือนของเขาเหยียบแสนบาท ในปี พ.ศ. 2550 และคิดว่าจะเริ่มทำวนเกษตรหรือสวนป่าในช่วงเวลาต่อจากนั้น และเริ่มต้นด้วยเงินในกระเป๋าเพียง 2,800 บาท พร้อมกับพื้นที่อีก 99 ไร่ ที่เป็นพื้นที่มรดกของพ่อแม่ เริ่มต้นของการหารายได้ก็ไปนำกิ่งไม้ในป่ามาเผาทำเป็นถ่าน กลั่นน้ำส้มควันไปขาย เดือนแรกที่เริ่มทำสามารถเผาถ่านได้ 200 กระสอบ และทำน้ำส้มควันไม้ได้ถึง 400 ลิตร เมื่อนำไปขายก็ได้เงินอยู่หลายหมื่นบาททีเดียว และจากนั้นมาก็ได้เริ่มทำการเกษตรแบบผสมผสานเป็นแบบนี้เรื่อยมา และด้วยความรู้สึกที่ว่าจริงๆ แล้วเมืองไทยเป็นเมืองเกษตรแต่คนที่ทำการเกษตรแบบชาญฉลาดจริงๆ กลับยังไม่มีเกิดขึ้นในประเทศไทย มันเลยเป็นแนวทางที่ลุงเกริก อยากจะแนะนำความรู้ความสามารถที่มีให้กับคนที่ทำการเกษตรทุกๆ คนได้มีแนวทางการทำที่สร้างรายได้และหาเลี้ยงชีพให้กับตนเองและครอบครัวได้อย่างยั่งยืนโดยที่ไม่ต้องเหนื่อยยากลำบากเหมือนที่ผ่านๆ มา โครงการ คนกล้าฯ มาเยี่ยมถึงบ้าน จึงได้เกิดขึ้นจากจุดประสงค์ตรงนี้

ที่สำคัญนอกจากเรื่องของคนตามชนบทที่ควรจะต้องทำการเกษตรอย่างมีหลักการไม่การทำตามมีตามเกิดเหมือนในอดีตที่ผ่านมาแล้ว รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็จำเป็นที่จะต้องเข้าไปช่วยสนับสนุนในการทำเกษตรด้วยเช่นเดียวกัน เพราะต่อให้จะมีคนทำการเกษตรแบบชาญฉลาดแค่ไหน แต่ถ้าหากขาดปัจจัยทางด้านการสนับสนุน ก็ไม่สามารถที่จะพัฒนาต่อไปได้อย่างยั่งยืน ลุงเกริกจึงหวังว่าเมื่อเขาไดให้ความรู้ด้วยการไปเยี่ยมเยียนถึงบ้านแล้ว ก็น่าจะทำให้เกษตรกรลืมตาอ้าปากกันได้มากขึ้นกว่าเดิม